@www333
เข้ากลุ่มครอบครัวฟุตบอล คลิกที่นี่ @www333
logo
Menu

วิจารณ์ กระแสต่างประเทศ: “ลิเวอร์พูล” ทีมที่ใครก็อยากเจอ By: Colly

วิจารณ์ กระแสต่างประเทศ: “ลิเวอร์พูล” ทีมที่ใครก็อยากเจอ
By: Colly
——————–
นี่คือความจริงที่โหดร้าย และแฟนบอลลิเวอร์พูลอาจไม่อยากยอมรับ แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป นั่นคือลิเวอร์พูลในวันนี้ “เล่นด้วยง่ายเกินไป”
.
มาตรฐานที่เคยเป็นเครื่องหมายการค้า หล่นจากหน้าผาไปแบบไร้ร่องรอย ไม่ใช่แค่แพ้ แต่แพ้แบบถูกบดขยี้ ถูกแย่งทุกพื้นที่ ถูกเอาชนะทุกจังหวะ และที่เลวร้ายที่สุด… คู่แข่ง “ไม่กลัว” พวกเขาอีกต่อไปแล้ว
.
ภาพของ ฟาน ไดจ์ค และเพื่อนร่วมทีมที่ยืนหมดอาลัยตายอยากหลังความพ่ายแพ้ คือสัญลักษณ์ของยุคตกต่ำครั้งใหม่ และเป็นการถูกกระชากหน้ากากของทีมที่เคยอ้างว่าคือแชมป์ลีก
.
ย้อนกลับไปมากกว่า 10 ปีก่อน ภาพที่เปลี่ยนอนาคตของสโมสรคือจังหวะที่ อดัม ลัลลาน่า หมดแรงจนทรุดตัวเข้าไปซบอก เยอร์เก้น คล็อปป์ ในนัดแรกของเขาที่บุกไปเสมอ สเปอร์ส ภาพนั้นคือสัญญาณว่า “ยุคใหม่” กำลังเริ่มต้น ลิเวอร์พูลของคล็อปป์คือทีมที่วิ่งไล่จนคู่แข่งหายใจแทบไม่ออก ทีมที่เพรสซิ่งไม่ใช่แท็กติก แต่คือสัญชาตญาณ ทีมที่คำว่า “หมายเลข 10 ที่ดีที่สุด” คือการไล่เพรสจากแดนหน้า
.
เขาสร้างทีมที่ “น่าหวาดหวั่นที่จะต้องเจอ” ตามคำพูดของเขาเอง มันไม่ได้เกิดจากแท็กติกสวยหรู แต่มาจาก 2 คำที่คล็อปป์พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า — “Intensity” และ “Mentality” แพ้ได้ แต่ห้ามไม่ทุ่มเท ถ้าใครถูกหาว่าไม่สู้ คนนั้นแทบหมดสิทธิ์กลับมาลงสนาม
.
ลัลลาน่า คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่าน เขาไม่ได้สมบูรณ์แบบ ไม่เร็ว ไม่แข็งแกร่ง แต่ฉลาด เล่นเป็น และยอมทุ่มเท แม้ก่อนหน้านั้นเขาจะถูกโยงกับคำว่า “ดีลล้มเหลว” ของยุค “คณะกรรมการซื้อขายนักเตะ” ร่วมกับชื่ออย่าง เอ็มเร่ ชาน, เดยัน ลอฟเรน, นาธาเนียล ไคลน์, ดิว็อค โอริกี, เจมส์ มิลเนอร์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน ผลงานของคล็อปป์ในอีก 18 เดือนถัดมาที่พาทีมไป UCL ด้วยการเสริมแค่ ซาดิโอ มาเน่, โจแอล มาติป และ จีนี่ ไวจ์นัลดุม คือบทสรุปว่าปัญหาไม่ใช่นักเตะ… แต่มันคือแนวคิด
.
และวันนี้ แนวคิดนั้นได้หายไปอีกครั้ง
.
ยุคของ อาร์เน่อ ชล็อต กำลังเจอกับความจริงอันโหดร้าย ลิเวอร์พูลไม่ได้แพ้เพราะแท็กติกอย่างเดียว แต่แพ้เพราะ “ไม่สู้” ความขยัน ความดุดัน ความกระหาย สิ่งเหล่านี้หายไปอย่างน่าตกใจ กลายเป็นว่าฝ่ายตรงข้ามคือคนที่เล่นด้วยความเป็น “ลิเวอร์พูลในอดีต” มากกว่าลิเวอร์พูลเอง
.
จากทีมที่ “ใครก็ไม่อยากเจอ” พวกเขากลายเป็นทีมที่ “ใครก็อยากเจอ” ทุกทีมเข้ามาด้วยแผนเดียวกัน ชน ดัน อัด เพรส และลิเวอร์พูลก็แตกกระจายราวกับทีมที่ไม่คุ้นเคยกับฟุตบอลอังกฤษ
.
นี่คือทีมที่อยู่อันดับ 14 ของลีกในเรื่องการชนะดวล และติดโซนอันตรายในสถิติแท็กเกิล แม้จะมีข้ออ้างว่าเป็นเพราะครองบอลเยอะ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหม่ ลิเวอร์พูลครองบอลสูงมาหลายปี แต่ไม่เคยอ่อนแอแบบนี้
.
โดมินิค โซโบซไล เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ยังรักษามาตรฐานเดิมไว้ได้ เขาคือคนที่เล่นด้วยสปิริตแบบเดียวกับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ เจมส์ มิลเนอร์ พวกเขาเหล่านี้คือนักเตะที่เคยกำหนด “มาตรฐานขั้นต่ำ” ของห้องแต่งตัว แต่เพื่อนร่วมทีมอีกหลายคน “สอบตก” อย่างสิ้นเชิง
.
แนวรับถูกเจาะง่ายเกินไป ผู้เล่นปล่อยให้คู่แข่งมีพื้นที่เลี้ยง มีเวลายิง ลูกตั้งเตะคือฝันร้าย เพราะไม่มีใครกล้าเอาร่างกายเข้าแลก
.
ในความพยายามจะพัฒนาให้เป็นทีมที่ต่อบอลเร็ว สวยงาม และทันสมัย ลิเวอร์พูลกลับดูเหมือนทีมจากยุโรปที่ “ช็อก” กับความดิบของพรีเมียร์ลีก
.
มาตรฐานของทีมดิ่งลงอย่างน่าตกใจ ลิเวอร์พูลเล่นเหมือนเชื่อว่าพรสวรรค์จะชนะพละกำลังได้เอง แต่มันไม่เคยเป็นความจริง
.
และใช่ หลายคนไม่อยากนำ ชล็อต ไปเทียบกับ คล็อปป์ มันควรจะเป็นยุคใหม่ของตัวเอง แต่เมื่อทีมพังไม่ใช่แค่ในเชิงแท็กติก แต่พังใน “จิตวิญญาณ” การเปรียบเทียบย่อมเกิดขึ้น
.
ปัญหาอาจไม่ใช่แค่กองหลังเจ็บ, ตัวใหม่ฟอร์มหลุด, ลูกตั้งเตะห่วย หรือการเปลี่ยนตัวที่ดูสิ้นหวัง แต่สิ่งที่หายไปคือ “ดีเอ็นเอ”
.
สิ่งที่เคยทำให้ลิเวอร์พูลยิ่งใหญ่
“Mentality Monsters” หายไปจากสนาม
.
นี่ไม่ใช่แค่ช่วงฟอร์มตก แต่นี่คือการเตือนภัยขั้นรุนแรง
เพราะลิเวอร์พูลในวันนี้ ไม่ได้แพ้เพราะไม่เก่งอีกต่อไป
แต่แพ้… เพราะไม่สู้มากพอ