@www333
เข้ากลุ่มครอบครัวฟุตบอล คลิกที่นี่ @www333
logo
Menu

วิจารณ์ กระแสต่างประเทศ: ดูหงส์ตอนนี้แล้วคิดถึง ติอาโก้ By: Colly


วิจารณ์ กระแสต่างประเทศ: ดูหงส์ตอนนี้แล้วคิดถึง ติอาโก้
By: Colly
——————–
ลิเวอร์พูลในวันนี้ แม้จะเป็นทีมที่ครองบอลได้มากขึ้น แต่ยิ่งครองบอลมากเท่าไร คำถามก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ทำไมการครองบอลเหล่านั้นถึงไม่แปรเปลี่ยนเป็นโอกาสที่ชัดเจน เกมรุกของทีมดูเชื่องช้า ไร้ความเฉียบคม และขาดจังหวะที่ทำให้แนวรับคู่แข่ง “เสียรูป” อย่างแท้จริง
.
บอลถูกต่อจากหลังขึ้นกลาง จากกลางออกข้าง แล้ววนกลับมาใหม่เป็นรูปตัว U ซ้าย-ขวา-ซ้าย อย่างเป็นระเบียบ ทุกอย่างดูถูกต้องตามตำรา แต่กลับขาดบางสิ่งที่ฟุตบอลระดับสูงต้องการ นั่นคือการจ่ายบอลเพียงหนึ่งครั้ง ที่เปลี่ยนสถานการณ์ทั้งสนามได้ในทันที
.
และในช่วงเวลาที่เกมบุกของลิเวอร์พูลติดขัดแบบนี้ ชื่อของนักเตะคนหนึ่งที่ผมนึกถึงเสมอ แม้เขาจะไม่ได้อยู่ในทีมแล้ว นั่นคือชื่อ “ติอาโก้ อัลคันตาร่า”
.
ติอาโก้คือหนึ่งในนักเตะที่มีสถานะประหลาดที่สุดในประวัติศาสตร์ลิเวอร์พูลยุคใหม่ เขาไม่เคยได้ลงเล่นต่อเนื่องยาวนาน ไม่เคยเป็นแกนหลักของทีมอย่างแท้จริง และถูกจดจำควบคู่ไปกับคำว่า “อาการบาดเจ็บ” มากกว่าความสำเร็จ แต่ทุกครั้งที่เขาอยู่ในสนาม เกมของลิเวอร์พูลจะมีมิติที่แตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด
.
เขาไม่ใช่นักเตะที่จ่ายบอลเพื่อรักษาการครองบอล แต่เป็นนักเตะที่จ่ายบอลเพื่อทำลายแนวคิดของคู่แข่ง จ่ายสั้นเพื่อดึงคู่แข่งออกมา จ่ายยาวเพื่อฉีกแนวรับให้แตก เปลี่ยนแกน เปลี่ยนจังหวะ และตั้งคำถามกับระบบเกมรับของฝ่ายตรงข้ามอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่กองกลางหลายคนเลือกทางที่ปลอดภัย ติอาโก้เลือกทางที่ “ถูกต้อง” แม้จะเสี่ยงกว่า
.
อย่างไรก็ตาม หากพูดกันอย่างตรงไปตรงมา ความไม่สมบูรณ์ของติอาโก้ในลิเวอร์พูล ไม่ได้เกิดจากอาการบาดเจ็บเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความไม่สอดคล้องกันทางปรัชญาฟุตบอลตั้งแต่ต้น
.
ลิเวอร์พูลในยุคของเจอร์เก้น คล็อปป์ ถูกสร้างขึ้นจากพละกำลัง ความดุดัน และการเพรสซิ่งอย่างบ้าคลั่ง กองกลางในระบบนั้นไม่จำเป็นต้องสวยงาม แต่ต้องแข็งแรง วิ่งไม่หยุด และพร้อมไล่บีบใส่คู่แข่งทุกพื้นที่ในสนาม จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่ และ จีนี่ ไวจ์นัลดุม คือภาพแทนของมิดฟิลด์ที่สมบูรณ์แบบในยุคนั้น
.
ติอาโก้ไม่ใช่นักเตะแบบนั้น เขาไม่ได้เล่นฟุตบอลด้วยแรง แต่เล่นด้วยความคิด ไม่ได้ชนะเกมด้วยการเข้าปะทะ แต่ชนะด้วยการยืนตำแหน่งและการอ่านเกม การคาดหวังให้เขาเป็นฟันเฟืองหลักในระบบเพรสซิ่งหนักๆ ก็เปรียบเสมือนการพยายามเอานักเปียโนไปแข่งวิ่งมาราธอน
.
แม้จะมีช่วงเวลาที่ติอาโก้ทำให้แดนกลางลิเวอร์พูลดูนิ่ง ดูแพง และดูมีคลาสมากขึ้น แต่โดยโครงสร้างแล้ว เขาคือชิ้นส่วนที่ไม่เข้ากับเครื่องจักรที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานด้วย “แรงม้า” และนั่นทำให้บทบาทของเขาในยุคคล็อปป์ไม่เคยชัดเจน ต่อให้ร่างกายสมบูรณ์กว่านี้ ผลลัพธ์อาจไม่ได้แตกต่างไปมากนัก
.
แต่ฟุตบอลก็โหดร้ายตรงที่ เวลาไม่เคยรอใคร
.
เมื่อแนวคิดของทีมเปลี่ยนไป ลิเวอร์พูลก้าวออกจากฟุตบอลทรานซิชั่นสุดขั้ว มาสู่เกมที่ต้องครองบอล คุมจังหวะ และเอาชนะคู่แข่งด้วยโครงสร้างมากขึ้น แนวทางของอาร์เน่อ ชล็อต ต้องการกองกลางที่เข้าใจพื้นที่ กล้าเล่นบอลยาก และสามารถเร่งเกมด้วยคุณภาพมากกว่าพละกำลัง
.
และในบริบทนี้เอง ติอาโก้ อัลคันตาร่า กลับดูเหมือนคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุดในเชิงทฤษฎี
.
ในวันที่ลิเวอร์พูลครองบอลแต่เจาะไม่เข้า ในวันที่บอลหมุนไปมาแต่ไม่ทะลุแนวรับเสียที ในวันที่ทีมขาดนักเตะที่สามารถเปลี่ยนเกมด้วยการจ่ายบอลเพียงครั้งเดียว การไม่มีติอาโก้อยู่ตรงนั้น ยิ่งถูกสัมผัสได้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
.
น่าคิดเหมือนกันว่า นักเตะที่ไม่เหมาะกับลิเวอร์พูลในยุคหนึ่ง อาจเหมาะสมอย่างยิ่งกับลิเวอร์พูลในอีกยุคหนึ่ง หากช่วงเวลาของเขามาถึงช้ากว่านี้อีกไม่กี่ปี หากร่างกายของเขาไม่ทรยศพรสวรรค์ที่มีอยู่เต็มเปี่ยม
.
ติอาโก้อาจไม่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมกับลิเวอร์พูล แต่เขาทิ้งคำถามที่น่าสนใจไว้เสมอว่า ฟุตบอลจะดีกว่านี้แค่ไหน หากทีมมีนักเตะที่กล้าคิด กล้าจ่าย และกล้าแตกต่างในวันที่ทุกอย่างดู “ช้า” เกินไป
.
บางที สิ่งที่แฟนบอลลิเวอร์พูลกำลังคิดถึง ไม่ใช่แค่ตัวนักเตะคนหนึ่ง แต่คือคุณภาพของเกมแดนกลางที่เคยทำให้ฟุตบอลดูง่ายขึ้นในพริบตาเดียว
.
และนั่นคือเหตุผลที่ชื่อของ “ติอาโก้ อัลคันตาร่า” ยังอยู่ในใจผมเสมอในยามที่นั่งดูลิเวอร์พูลชุดนี้แข่ง
แม้เขาจะไม่ได้ลงสนามให้ลิเวอร์พูลอีกแล้วก็ตาม