
วิจารณ์ กระแสต่างประเทศ: ทำไมลิเวอร์พูลจึงเลือกความแน่นอน แทนเสียงกลองเฮฟวี่เมทัล
By: Colly
—————–
ภาพของลิเวอร์พูลในช่วงหลังที่เน้นการครองบอล ต่อบอลสั้น ลดความเสี่ยง จนจังหวะเกมดูช้าลงในสายตาแฟนบอลจำนวนไม่น้อย ไม่ได้เกิดจากความ “อยากเปลี่ยน” เพียงอย่างเดียว หากแต่มันคืออาการตอบสนองของทีมที่กำลังรู้ตัวว่าพื้นฐานบางอย่างกำลังสั่นคลอน โดยเฉพาะเกมรับที่มาตรฐานตกลงไปอย่างเห็นได้ชัดในช่วงก่อนเดือนธันวาคม ที่เป็นช่วงเวลาที่ความพ่ายแพ้ต่อเนื่อง สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานั้นไม่ได้มาจากการเล่นไม่ดีทั้งหมด แต่มาจากการ “เสียบอล” แล้วโดนสวนกลับซ้ำแล้วซ้ำเล่า
.
ในบริบทนั้น การตัดสินใจของอาร์เน่อ ชล็อต ที่หันมาเน้นความแน่นอน จึงไม่ใช่การทรยศต่อดีเอ็นเอของสโมสร หากแต่เป็นการเอาตัวรอดในระยะสั้น กุนซือที่เพิ่งเข้ามารับช่วงต่อจากตำนานอย่างเจอร์เก้น คล็อปป์ ย่อมรู้ดีว่าการปล่อยให้ทีมเล่นเสี่ยงแบบเดิม ทั้งที่แนวรับยังไม่พร้อม จะยิ่งเร่งให้ปัญหาบานปลาย ความพ่ายแพ้จะไม่ได้มาแค่สกอร์ แต่จะมาพร้อมความเชื่อมั่นที่ถดถอย และแรงกดดันที่ถาโถมใส่ตัวเขาโดยตรง
.
ลิเวอร์พูลในยุคคล็อปป์สามารถเล่น “เฮฟวี่เมทัล ฟุตบอล” ได้ เพราะมีโครงสร้างเกมรับที่พร้อมรับความเสี่ยง เซ็นเตอร์แบ็กที่อ่านเกมขาด แบ็กที่วิ่งขึ้นลงได้เร็ว และระบบเพรสซิ่งที่ทำงานเป็นหนึ่งเดียว แต่เมื่อองค์ประกอบเหล่านั้นไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม (เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในทีมช่วงซัมเมอร์) การฝืนเล่นด้วยอุดมคติเดิม ก็ไม่ต่างจากการเปิดช่องให้คู่แข่งเชือดง่ายขึ้น ชล็อตจึงเลือกดึงเบรก ลดจังหวะ ลดการเสี่ยงเสียบอลในแดนกลาง แม้ต้องแลกกับคำครหาว่า “น่าเบื่อ” และ “ไร้ตัวตน”
.
ปัญหาคือ ฟุตบอลไม่ใช่แค่เรื่องเหตุผล แต่เป็นเรื่องอารมณ์ แฟนบอลลิเวอร์พูลจำนวนมากผูกพันกับภาพเกมรุกดุดัน เกมที่พร้อมบ้าคลั่งใส่คู่แข่งทุกนาที เมื่อสิ่งนั้นหายไป ความอดทนก็ลดลง และเสียงตำหนิก็เริ่มดังขึ้นว่า ชล็อตกำลังทำลายมรดกของคล็อปป์ ทั้งที่ในความเป็นจริง เขาอาจกำลังพยายามกลบปัญหาของทีมจากจุดอ่อนที่ยังแก้ไม่ตกก็เป็นได้
.
อีกประเด็นคือต้องไม่ลืมว่า เฮฟวี่เมทัล ฟุตบอล ของคล็อปป์ ใช้แรงมหาศาลมากจน “เครื่องพัง” แทบจะปีเว้นปี หรือแม้กระทั่งปีที่แล้วที่ ชล็อต พยายามลดดีกรีความเข้มข้นของการเพรสซิ่งลงมา ก็ยังเครื่องน็อกตั้งแต่เดือน ก.พ.-มี.ค. ด้วยซ้ำ ดีที่ได้ผลบุญจากการโกยแต้มไว้เยอะในช่วงต้นซีซั่นจนทำให้คว้าแชมป์ได้ ดังนั้นก็ไม่แปลกที่กุนซือคนใหม่จะต้องพยายามคิดหาวิธีการใหม่ๆแทนวิธีเดิมที่ร่างกายนักเตะทนไม่ไหวในระยะยาว
.
ผมเชื่อว่า นอกจากการประคองสถานการณ์แล้ว ทั้งชล็อตและ ริชาร์ด ฮิวจ์ส น่าจะมองไกลไปถึงตลาดนักเตะ ไม่ว่าจะเป็นเดือนมกราคมนี้ หรือช่วงซัมเมอร์หลังจบฤดูกาล ลิเวอร์พูลจำเป็นต้อง “ผ่าตัดแนวรับ” อย่างจริงจัง เสริมทั้งคุณภาพและความลึกของขุมกำลัง เพื่อยกระดับความแน่นอนในเกมรับให้กลับมา เมื่อฐานรากแข็งแรง เกมรุกก็จะมีพื้นที่ให้สร้างสรรค์มากขึ้น กล้าเสี่ยงมากขึ้น และบางที เราอาจได้เห็นลิเวอร์พูลในเวอร์ชันใหม่ ที่แน่นอนว่าไม่ใช่แนวเฮฟวี่เมทัลแบบเดิม อาจเป็นดนตรีที่ยังเร้าใจ เพียงแค่เปลี่ยนจังหวะและโครงสร้างให้ผ่อนลง เหลือแค่แนวร็อกหรือซับซ้อนแบบโปรเกรสซีฟ
.
อย่างไรก็ตาม ฟุตบอลไม่เคยรอใคร ผลการแข่งขันคือผู้พิพากษาที่โหดที่สุด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า แผนของอาร์เน่อ ชล็อต ถูกหรือผิดในเชิงแนวคิด แต่คือ เขาจะมีเวลามากพอหรือไม่ที่จะพาทีมไปถึงวันที่แนวรับถูกปรับปรุงตามที่เขาวาดฝันไว้ ก่อนที่เสียงโห่จากอัฒจันทร์และแรงกดดันจากตารางคะแนน จะตัดสินว่า เก้าอี้กุนซือของเขายังควรมีเจ้าของคนเดิมหรือไม่